การมีรูปร่างเพรียว สวยงาม เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา หนทางหนึ่งที่ผู้บริโภคจะทำได้และไม่ก่อให้เกิดอันตรายก็คือ การให้ความใส่ใจในการบริโภคอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการควบคุมการบริโภคน้ำตาล ซึ่งนอกจากจะควบคุมการบริโภคน้ำตาลแล้ว ผู้บริโภคบางคนยังหันมาบริโภควัตถุให้ความ-หวานแทนน้ำตาล นี่เองเป็นที่มาของการนำวัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาลมาใช้ประโยชน์ โดยที่วัตถุ-ให้ความหวานแทนน้ำตาลนี้ บางชนิดให้พลังงานเท่ากับน้ำตาลซูโครส บางชนิดให้พลังงานน้อยกว่าน้ำตาลซูโครส หรือบางชนิดจัดเป็นสารที่ไม่ให้พลังงานเลย ในปริมาณความหวานที่เท่ากัน ชนิดหลังนี้ส่วนใหญ่จะมีความหวานมากกว่าน้ำตาลซูโครส หรือเรียกว่า เป็นวัตถุที่ให้ความหวานจัด ซึ่งเป็นนิยมมากสำหรับสาวสาวยุคนี้ เนื่องจาก ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการหรือไม่ให้พลังงาน เหมาะสำหรับนำมาใช้ในกรณีต้องการควบคุมน้ำหนักนั่นเอง และเพื่อให้เข้าใจเกี่ยวกับวัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาลมากขึ้น ผู้เขียนจะขอนำเสนอดังนี้

การแบ่งวัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล

ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า วัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาลนั้น มีหลายชนิด ซึ่งเราสามารถจำแนกวัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาลได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
1. น้ำตาลแอลกอฮอล์ (Sugar alcohol) หรือ โพลีไฮดริกแอลกอฮอล์ (Polyhydric alcohol )หรือ โพลีออลล์ (Polyols) สารกลุ่มนี้จะมีความหวานน้อยกว่าน้ำตาลซูโครส แต่ก็นิยมใช้ในวงการอาหารมาก เพราะแม้สารกลุ่มนี้บางชนิดจะให้พลังงานเท่ากับน้ำตาล แต่การดูดซึมสารกลุ่มนี้ในร่างกายจะช้ากว่าน้ำตาล ทำให้ส่วนใหญ่ถูกขับถ่ายออกจากร่างกายก่อนที่จะดูดซึมเข้าไปใช้ประโยชน์ในร่างกาย แต่ขณะเดียวกันสารกลุ่มนี้มีคุณสมบัติอื่นซึ่งช่วยในการทำให้คุณภาพของอาหารดีขึ้น เช่น เพิ่มความหนืดให้กับอาหาร ช่วยให้อาหารมีการละลายดีขึ้น ช่วยรักษาความชื้นในอาหาร เหล่านี้เป็นต้น สารกลุ่มนี้ เช่น

ซอร์บิตอล (Sorbitol)
มีลักษณะเป็นผงสีขาวแบนหรือกลม ให้ความหวานน้อยกว่าน้ำตาลซูโครส 0.5 เท่า มักนำมาใช้ปรับลักษณะเนื้ออาหาร เช่น อาหารประเภทลูกอม หมากฝรั่ง แต่จากการที่บริโภคซอร์บิตอลในปริมาณสูง อาจส่งผลให้เกิดปัญหาท้องเดิน และท้องอืด การใช้สารนี้จึงต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม และจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา พร้อมทั้งมีข้อความคำเตือนที่ฉลากด้วยอักษรสีแดง ดังนี้
- ไม่ควรให้เด็กรับประทาน
- ไม่ใช่อาหารสำหรับควบคุมน้ำหนัก
- รับประทานวันละไม่เกิน 8 เม็ด หากรับประทานเกินขนาดอาจมีฤทธิ์เป็นยาระบายได้ (ใน 8 เม็ดต้องมีซอร์บิตอลไม่เกิน 30 กรัม)

ไซลิทอลเป็นสารให้ความหวานและพลังงานเท่ากับน้ำตาลซูโครส ข้อดีคือช่วยลดการทำให้เกิดฟันผุลงได้น้อยกว่าน้ำตาลซูโครสประมาณ 60 % อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของไซลิทอลต่อคนคือทำให้เกิดท้องร่วงหากร่างกายได้รับในแต่ละครั้งมากกว่า 20 – 35 กรัม

2. วัตถุที่ให้ความหวานที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการหรือไม่ให้พลังงาน สารกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมีความหวานมากกว่าน้ำตาลซูโครส หรือเรียกว่า เป็นวัตถุที่ให้ความหวานจัด เช่น

เป็นสารที่มีลักษณะเป็นผงสีขาว มีกลิ่นอ่อน ๆ ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลซูโครส 300 เท่า แต่ต้องใช้แซ็กคารินที่ระดับความเข้มข้นต่ำกว่า 0.1 % เพราะจะมีรสขมหากใช้ในระดับความเข้มข้นสูงกว่านี้ แซ็กคารินถูกทำลายโดยความร้อนจึงไม่สามารถนำมาใช้ในการประกอบอาหารที่ใช้ความ-ร้อนสูง ๆ ถ้าหากรับประทานในขนาด 5 – 25 กรัมต่อวันเป็นเวลาหลาย ๆ วัน หรือรับประทาน
ครั้งเดียว 100 กรัม จะทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ปวดท้อง ซึมและชักได้ บางคนอาจแพ้แซ็กคารินได้แม้กินในจำนวนน้อย อาการแพ้จะมีอาเจียน ท้องเดินและผิวหนังเป็นผื่นแดง
อาหารที่นิยมใส่แซ็กคาริน ได้แก่ ผลไม้ดองและผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ไอศกรีมและขนมหวานต่าง ๆ สำหรับการใช้สารนี้จะต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม และต้องได้รับเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา พร้อมทั้งมีคำเตือนในฉลากว่า “การใช้ผลิตภัณฑ์นี้ อาจจะทำให้เป็นอันตรายได้ เนื่องจากสารแซ็กคาริน ทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง”

ซัยคลาเมต (Cyclamate)
มีลักษณะผลึกสีขาว นิยมใช้ในรูปเกลือโซเดียม มีความหวานมากกว่าน้ำตาลซูโครส 50 - 60 เท่า และมีความหวานประมาณ 1/10 เท่าของแซ็กคาริน โซเดียมซัยคลาเมตและอาหารที่มีโซเดียมซัย-คลาเมตเป็นอาหารควบคุมเฉพาะ ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนัก-งานคณะกรรมการอาหารและยา จะต้องเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในการส่งออกเท่านั้น โดยมีหลักฐานแสดงว่ามีผู้สั่งซื้อให้ส่งออกต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และต้องจัดทำฉลากซึ่งมีข้อความเป็นภาษาต่างประเทศเพื่อการส่งออกโดยตรง ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 113 (พ.ศ.2531) เรื่อง โซเดียมซัยคลาเมตและอาหารที่มีโซเดียมซัยคลาเมต

มีลักษณะเป็นผงผลึกสีขาวและไม่มีกลิ่น มีความหวานมากกว่าน้ำตาลซูโครสประมาณ 180 – 200 เท่า และเป็นโปรตีนเมื่อเผาผลาญจะให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรีต่อกรัม แต่เนื่องจากมีความหวานมากจึงใช้เติมในอาหารที่มีระดับความเข้มข้นต่ำ จึงทำให้ร่างกายได้แคลอรีน้อยลง นิยมใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องดื่มบางชนิดที่มีวัตถุประสงค์จะใช้สำหรับผู้ป่วยที่ต้องการจำกัดการบริโภคน้ำตาล สำหรับแอสปาร์เทมถูกห้ามใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคอันเนื่องมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เรียกว่า “ฟีนิลคีโตนูเรีย” (Phenylketonuria – PKU) ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้จะไม่สามารถใช้และกำจัดสารที่เป็นส่วนประกอบของแอสปาร์เทมได้อย่างปกติ ทำให้เกิดการสะสมของสารเคมีบางชนิดที่เป็นอันตรายต่อสมอง โดยเฉพาะโรคนี้มักเกิดในเด็ก อาหารที่มีแอสปาร์เทมเป็นส่วนประกอบจึงต้องมีคำเตือนบนฉลาก หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำหรือได้จากหญ้าหวาน เช่น สติวีโอไซด์ (Stevioside) หรือรีบาวดิโอไซด์ (Rebaudioside) หรือดัลโคไซด์ (Dulcoside) หรือสติวีออลไบโอไซด์ (Steviobioside) เป็นวัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาลซึ่งสกัดจากหญ้าหวานมี 3 ลักษณะ คือ ลักษณะเป็นของเหลว ผงละเอียด
สีขาวและผลึกสีขาวใส มีความหวานมากกว่าน้ำตาลซูโครสประมาณ 150 – 300 เท่า ไม่ถูกดูดซึมในระบบการย่อย ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ ให้พลังงานต่ำประมาณ 0 – 3 แคลอรี เป็นที่นิยมบริโภคในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศจีนและญี่ปุ่น แต่เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยในการบริโภคสารนี้อย่างเพียงพอ ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 154(พ.ศ.2537) เรื่อง กำหนดอาหารห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย กำหนดให้หญ้าหวานและผลิตภัณฑ์ที่ทำหรือได้จากหญ้าหวาน เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ยกเว้นกรณีผลิตเพื่อจำหน่ายในการส่งออกเท่านั้น เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคภายในประเทศ และเพื่อมิให้เป็นอุปสรรคต่อการผลิตส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศที่ยอมรับการบริโภคสารที่ได้จากหญ้าหวาน

นอกจากข้อมูลที่กล่าวมาแล้วข้างต้น วัตถุที่ให้ความหวานจัดที่ใช้ในประเทศไทย ยังมีข้อกำหนดในการใช้โดยรวม ดังนี้
1. กรณีใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหาร

1) นมปรุงแต่งและผลิตภัณฑ์นม
2) ซอสบางชนิด
3) เครื่องดื่มในภาชนะที่ปิดสนิท
4) น้ำนมถั่วเหลืองในภาชนะที่ปิดสนิท
5) กาแฟ
6) นมดัดแปลงและอาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็ก
7) แยม เยลลี และมาร์มาเลด
8) เครื่องดื่มเกลือแร่
9) ผลิตภัณฑ์ปรุงรสที่ได้จากการย่อยโปรตีนของถั่วเหลือง
10) ไอศกรีม
11) น้ำปลา

2. กรณีใช้เป็นอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักตัว

1) อยู่ในลักษณะที่ผู้บริโภคสามารถนำไปใช้ได้โดยตรงเท่านั้น เช่น ใช้เติมในเครื่องดื่ม ชา กาแฟ
2) อนุญาตเฉพาะวัตถุที่ให้ความหวานจัดตัวเดี่ยว หากมีการนำวัตถุที่ให้ความหวานจัดมาผสมกัน ต้องมีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าไม่เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค
3) หากมีสิ่งอื่นผสมอยู่ด้วย ต้องเป็นสิ่งที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและเมื่อผสมแล้วต้องมีความหวานรวมมากกว่าน้ำตาลทรายในปริมาณเท่ากัน
4) ต้องมีคุณภาพหรือมาตรฐานตามที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ-อาหารและยา
5) ฉลากต้องมีข้อความเป็นภาษาไทย แต่จะมีภาษาต่างประเทศด้วยก็ได้ และจะต้องมีข้อความแสดงรายละเอียดดังต่อไปนี้
- ข้อความว่า “วัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล” ด้วยตัวอักษรขนาดความสูงไม่น้อยกว่า 3 มิลลิเมตร กำกับชื่ออาหาร เว้นแต่กรณีที่ใช้ข้อความดังกล่าวเป็นชื่อของอาหารแล้ว
- ข้อความว่า “ใช้สำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น”
- ชนิดและปริมาณของส่วนประกอบที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ
- วิธีใช้และข้อแนะนำ หรือข้อควรปฏิบัติในการใช้อย่างถูกต้องตามหลักโภชนบำบัดอย่างละเอียด ในกรณีที่ไม่สามารถแสดงข้อแนะนำหรือข้อควรปฏิบัติดังกล่าวที่ฉลากได้ ให้จัดทำเป็นคู่มือหรือเอกสารกำกับไว้

วัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาลแม้จะดูว่ามีประโยชน์และนำมาใช้แทนที่น้ำตาล เพื่อลดพลังงาน และในผู้ป่วยที่ต้องจำกัดการบริโภคน้ำตาล แต่การบริโภคในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายได้ เพราะวัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาลบางชนิดนั้นไม่มีคุณค่าทางโภชนาการเลย โดยเฉพาะผู้-บริโภคทั่ว ๆ ไป การใช้วัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาลจึงไม่ใช่ความจำเป็นแต่เป็นเพียงทางเลือกเท่านั้น ดังนั้น ถ้าท่านต้องการมีสุขภาพกายสุขภาพใจที่ดี ควรต้องบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่พอเหมาะ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำจิตใจให้แจ่มใส และพักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ท่านก็จะมีสุขภาพกายสุขภาพใจที่ดี รูปร่างสมส่วน ได้โดยไม่ต้องพึ่งสารสังเคราะห์ใด ๆ ทั้งสิ้น



บรรณานุกรม

กองเผยแพร่และควบคุมการโฆษณา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา .เอกสารเผยแพร่ เรื่อง “วัตถุให้ความหวานแทนน้ำตาล” (โรเนียว)
ฉวีวรรณ จิตยพันธกุล. “ซูคราโลส วัตถุให้ความหวานจัดชนิดใหม่” เอกสารวิชาการกองควบคุมอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา.2540.หน้า 21 – 22.
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 84 (พ.ศ.2527) เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 113 (พ.ศ.2531) เรื่อง โซเดียมซัยคลาเมต และอาหารที่มีโซเดียมซัยคลาเมต
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 121 (พ.ศ.2532) เรื่อง อาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 154 (พ.ศ.2537) เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย
ดร.นิธิยา รัตนาปนนท์,ดร.วิบูลย์ รัตนาปนนท์.สารพิษในอาหาร.กรุงเทพฯ:โอเดียนสโตร์,2543.หน้า 222 – 225.

เดือน เมษายน 2545